ฉลากโภชนาการ ‘อ่านง่าย…ได้ประโยชน์’

1 Star2 Stars3 Stars4 Stars5 Stars (1 votes, average: 5.00 out of 5)
Loading ... Loading ...

ฉลากโภชนาการ ‘อ่านง่าย…ได้ประโยชน์’

นับเป็นเวลากว่า 10 ปี ที่มีการบังคับใช้ “ฉลากโภชนาการ” ในผลิตภัณฑ์อาหารที่มีการกล่าวอ้างหรือใช้คุณค่าทางโภชนาการเพื่อส่งเสริมการขาย จนถึงปัจจุบันแม้ในอาหารที่ไม่มีการบังคับใช้ก็ยังพบเห็นฉลากโภชนาการแสดงอยู่เป็นส่วนหนึ่งของฉลากอาหาร

 

โดยระบุถึง “ข้อมูลโภชนาการ” ในรูปของชนิดและปริมาณของสารอาหารที่มีในอาหารนั้นไว้ภายในกรอบสี่เหลี่ยมที่มีรูปแบบตามที่กำหนด เหตุผลที่ผู้ผลิตส่วนใหญ่สมัครใจที่จะแสดงข้อมูลดังกล่าวเนื่องจากผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น และมีการเลือกรับประทานอาหารมากขึ้นการให้ข้อมูลในส่วนนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารของผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคจำนวนมากยังไม่เข้าใจความหมายที่แสดงในกรอบข้อมูลโภชนาการหรืออาจเข้าใจไม่ถูกต้อง การอ่านฉลากโภชนาการให้เข้าใจจะทำให้ทราบว่าเมื่อรับประทานอาหารชนิดนั้นเข้าไปจะได้รับสารอาหารชนิดใดปริมาณเท่าไรและปริมาณนั้นคิดเป็นร้อยละเท่าไรของปริมาณที่ควรได้รับในหนึ่งวัน

รูปที่ 1 กรอบข้อมูลโภชนาการแบบเต็ม


การอ่านฉลากโภชนาการ เริ่มต้นให้ดูในส่วนที่ 1 ซึ่งจะบอกถึง “หน่วยบริโภค” ของผลิตภัณฑ์อาหารนั้น

- “หนึ่งหน่วยบริโภค” หมายถึง ปริมาณที่ผู้ผลิตแนะนำให้ผู้บริโภคกินในแต่ละครั้ง หากกินในปริมาณเท่าที่ระบุนี้ จะได้รับสารอาหารตามที่ระบุในส่วนที่ 2 ของกรอบข้อมูลโภชนาการ เรียกง่ายๆว่า หนึ่งหน่วยบริโภค ก็คือ การกินครั้งละปริมาณเท่าไรนั่นเอง

- “จำนวนหน่วยบริโภคต่อภาชนะบรรจุ” หมายถึงภาชนะบรรจุขนาดนี้ ไม่ว่าจะเป็น กล่อง ขวด ห่อกระป๋อง จะให้กินได้กี่ครั้งจึงจะหมด ส่วนนี้เป็นส่วนที่สำคัญมากหากตัวเลขจำนวนหน่วยบริโภคต่อภาชนะบรรจุ เท่ากับ 1 แสดงว่า ถ้าเรากินหมดในครั้งเดียวเราจะได้ปริมาณพลังงานและสารอาหารเท่ากับที่ระบุไว้ในฉลาก จากตัวอย่างรูปที่ 2 เห็นว่าตัวเลขในส่วนนี้เท่ากับ 2 แสดงว่า กระป๋องนี้ให้แบ่งกินได้ 2 ครั้ง ถ้าเรากินหมดในครั้งเดียว ปริมาณพลังงานและสารอาหารที่เราได้รับจะต้องเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากที่แสดงในฉลากนั่นหมายความว่า เราจะได้รับพลังงาน 260 กิโลแคลอรี,โคเลสเตอรอล 90 มก. ซึ่งคิดเป็น 30% ของปริมาณโคเลสเตอรอลที่แนะนำให้กินต่อวันดังนั้น ในผลิตภัณฑ์บางชนิดที่บรรจุในภาชนะบรรจุขนาดใหญ่ และมีจำนวนหน่วยบริโภคมากๆ คือต้องแบ่งกินหลายๆ ครั้ง แต่หากเรากินหมดในครั้งเดียวหรือกินแค่เพียงไม่กี่ครั้งก็หมด เราอาจได้รับสารอาหารบางชนิดเกินความต้องการในแต่ละวัน ซึ่งนั่นอาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมาได้

 

รูปที่ 2 กรอบข้อมูลโภชนาการแบบย่อ

 

ในส่วนที่ 2 ของกรอบข้อมูลโภชนาการบอกถึงพลังงานและคุณค่าทางโภชนาการของอาหารนี้ต่อหนึ่งหน่วยบริโภคและปริมาณสารอาหารดังกล่าวคิดเป็นร้อยละเท่าไรของปริมาณที่แนะนำให้กินต่อวัน

- พลังงานทั้งหมด” หมายความว่า ในหนึ่งหน่วยบริโภคนี้เราจะได้รับพลังงานจากอาหารนี้เท่าใด โดยปกติสำหรับบุคคลที่ทำงานหนักปานกลางต้องการพลังงานวันละประมาณ 2,000กิโลแคลอรี ผู้ที่ทำงานหนัก เช่นกรรมกร นักกีฬา จะต้องการพลังงานมากกว่านี้ขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่ทำในแต่ละวันส่วนผู้ที่ทำงานเบากว่านี้ก็ต้องการพลังงานน้อยลง ดังนั้น จึงต้องปรับการกินเพื่อให้ได้รับพลังงานและสารอาหารแต่ละชนิดให้เพิ่มหรือลดลงตามส่วนได้

- คุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค” หมายความว่า ถ้ากินในปริมาณครั้งละหนึ่งหน่วยบริโภคตามที่ระบุในส่วนที่ 1แล้ว จะได้รับสารอาหารชนิดใดบ้างในปริมาณน้ำหนักจริงเท่าใด และปริมาณนี้คิดเป็นร้อยละเท่าไรของปริมาณที่เราควรได้รับในแต่ละวัน

- ร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวัน” หมายถึงสารอาหารที่มีในอาหารจากการกินครั้งละหนึ่งหน่วยบริโภคนี้เมื่อคิดเทียบกับที่ควรได้รับในแต่ละวันแล้ว คิดเป็นร้อยละเท่าไร โดยคิดจากความต้องการพลังงานวันละ 2,000 กิโลแคลอรี ซึ่งผู้บริโภคสามารถคำนวณความต้องการของสารอาหารแต่ละชนิดได้อย่างคร่าวๆ จากตัวเลขในส่วนนี้ โดยต้องคำนึงถึง”หน่วยบริโภค”ที่ระบุไว้ด้วยจากรูปตัวอย่างผลิตภัณฑ์นี้มีหน่วยบริโภคต่อภาชนะบรรจุ (กระป๋อง)เท่ากับ 2 ดังนั้น หากในวันนี้เราทานผลิตภัณฑ์นี้จำนวน1กระป๋อง เราจะได้รับปริมาณโคเลสเตอรอล คิดเป็น 30% และปริมาณโซเดียมคิดเป็น 34% ของปริมาณที่ต้องการในวันนี้ ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่าเรายังได้รับสารอาหารจากการบริโภคอาหารชนิดอื่นๆอีกด้วย

ในส่วนที่ 3 ของกรอบข้อมูลโภชนาการแบบเต็ม จะเป็นการให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่ผู้บริโภคว่า หากต้องการปริมาณพลังงาน 2,000 กิโลแคลอรีต่อวันควรได้รับสารอาหารแต่ละชนิดในปริมาณเท่าใด ทั้งนี้ปริมาณพลังงานที่ต้องการในหนึ่งวันของแต่ละคนย่อมไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับกิจกรรม อายุเพศ วัยของผู้บริโภคด้วย

สารอาหารที่ให้พลังงานคือคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน ควรกินให้เป็นสัดส่วน คือเป็นพลังงานจากคาร์โบไฮเดรต : โปรตีน : ไขมัน คิดเป็นร้อยละ 60 : 10 : 30 โดยไขมันควรเป็นไขมันอิ่มตัวไม่เกินร้อยละ 10ซึ่งตัวเลขที่แสดงในฉลากส่วนที่ 3นี้คำนวณมาจากคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนจะให้พลังงานอย่างละ4กิโลแคลอรีต่อกรัม ในขณะที่ไขมันจะให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรีต่อกรัม ดังนั้น ถ้าต้องการพลังงานวันละ 2,000กิโลแคลอรี จึงเป็นพลังงานจากคาร์โบไฮเดรต ร้อยละ 60 จากทั้งหมด 2,000กิโลแคลอรี คิดเป็น (60/100) x 2,000 = 1,200 กิโลแคลอรีนั่นคือต้องได้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต 1,200/4 = 300 กรัม ในทำนองเดียวกันเมื่อคำนวณปริมาณโปรตีนและไขมันจะได้ 50และประมาณ 65 กรัมตามลำดับ โดยได้พลังงานจากไขมันอิ่มตัวประมาณ 20กรัมสำหรับผู้ที่ใช้แรงงานมากอาจต้องการพลังงานสูงถึง 2,500 กิโลแคลอรี ปริมาณสารอาหารที่ได้รับจึงเปลี่ยนไปเมื่อคำนวณในทำนองเดียวกันได้เป็นพลังงานที่ได้จากคาร์โบไฮเดรตโปรตีน และไขมัน เป็น 375, ประมาณ 60 และประมาณ 80 กรัมตามลำดับ โดยได้พลังงานจากไขมันอิ่มตัวประมาณ 25 กรัม

เห็นได้ว่าข้อมูลโภชนาการนั้น มีประโยชน์อย่างมากในการตัดสินใจซื้อหรือใช้ผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้บริโภค เช่น ผู้ที่มีภาวะขาดโปรตีน ขาดไอโอดีน หรือเป็นโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก สามารถเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มีโปรตีน ไอโอดีน หรือธาตุเหล็กสูงหรือมีมากกว่าในผลิตภัณฑ์อีกประเภทหนึ่งหรืออีกยี่ห้อหนึ่งได้ ในขณะที่ผู้ที่มีภาวะเกิน เช่น โรคอ้วน เบาหวานโคเลสเตอรอลสูงในเลือด ความดันโลหิตสูง ก็เช่นเดียวกันสามารถเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณพลังงาน น้ำตาลโคเลสเตอรอล และโซเดียม ในปริมาณต่ำได้ ดังนั้นในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารครั้งต่อไปเราสามารถเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด แต่ละยี่ห้อ โดยอาศัยข้อมูลโภชนาการเหล่านี้ประกอบการตัดสินใจ นอกจากจะดูสถานที่ผลิตส่วนประกอบ วิธีการปรุง/เก็บรักษา วันที่ผลิตหรือหมดอายุชนิดของวัตถุเจือปน คำเตือน และเครื่องหมาย อย. ที่ปรากฏอยู่บนฉลากอาหารแล้ว ลองดูข้อมูลโภชนาการสักนิดเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า โดย นันทิญา วงษ์มงคล ฝ่ายเทคโนโลยีอาหารสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)


 


 


แท็ก คำค้นหา

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็นสำหรับเรื่องนี้.....

แสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่

ความคิดเห็น


× six = 18

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม อย่างวิญญูชน พึงกระทำ พร้อมลงนาม
2.ทีมงาน ขอสงวนสิทธิ์ ในการลบข้อความ ที่ หมิ่นต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
3.ไม่ควรใช้ ถ้อยคำที่ หยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด กล่าวหาให้ร้ายผู้อื่น หรือสร้างความแตกแยก ในสังคม
4.ทุกความคิดเห็นนั้น ไม่เกี่ยวข้องกับ ทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ และ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้ทุกกรณี ประกอบกับทีมงาน ขอสงวนสิทธิ์ใน การลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็น